logo

Contact Us

    • 03 OCT 13
    • 1

    เจาะลึก Chelation กับการล้างพิษโลหะหนัก

    อะไรคือโลหะหนัก

    โลหะหนัก คือ ธาตุที่มีความถ่วงจำเพาะหรือความหนาแน่นไม่น้อยกว่า 5 เท่าของน้ำ  โดยถือว่าน้ำมีความถ่วง จำเพาะเท่ากับ 1 ที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส

    ที่มาของโลหะหนัก

    โลหะหนักบางชนิดในปริมาณน้อยๆ มีความสำคัญและถือเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น เหล็ก ทองแดง แมงกานีส  สังกะสี  ได้มีการนำโลหะหนักมาใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตต่างๆ และมีการกระจายออกมาสู่สิ่งแวดล้อม เมื่อร่างกายได้รับโลหะหนักเข้าไปทีละน้อยๆ ก็เกิดการสะสมในเนื้อเยื่อต่างๆ จนทำให้เกิดความเป็นพิษขึ้น

    The Agency for Toxic Substances and Disease Registry  หรือ ATSDR  เป็นหน่วยงานหนึ่งของกระทรวงสาธารณสุขสหรัฐอเมริกา ที่ถูกตั้งขึ้นเพื่อดูแลปัญหาอันตรายจากสารพิษ  โดยในปี 2001  ได้ประกาศรายชื่อสารพิษ 20 อันดับแรก  ซึ่งประกอบด้วยโลหะหนัก 4 ชนิด จากทั้งหมด 23 ชนิด รวมอยู่ด้วยคือ สารหนู  อันดับ 1  ตะกั่ว อันดับ 2  ปรอท อันดับ 3  และแคดเมี่ยม อันดับ 7

    heavy metal toxicity

    พิษจากโลหะหนัก

    เกิดจากการไปบล็อกการทำงานของเอนไซม์สำคัญๆ ต่างๆ ในระบบ Metabolism  โดยแย่งจับกับ receptor  ในตำแหน่งเดียวกัน และมีหลักฐานว่าโลหะหนักเกี่ยวข้องกับการเกิดหลอดเลือดอุดตันและโรคต่างๆ อีกมาก

    ประวัติความเป็นมา  :  การล้างพิษโลหะหนักดก้วย Chelation

    • ราวกลางทศวรรษที่ 1930  แฟรนซ์ มุนซ์  ชาวเยอรมันคิดค้นสาร EDTA  ซึ่งช่วยแก้น้ำกระด้างในอุตสาหกรรม โดยสาร EDTA  มีคุณสมบัติจักับโลหะที่ปนเปื้อนในน้ำ ซึ่งทำให้น้ำกระด้าง
    • ปี 1952  เอส พี เบสแมน   ใช้ Chelation EDTA  ในการรักษาเด็กที่ได้รับพิษเฉียบพลันจากสารตะกั่วอย่างได้ผล
    • ปี 1955  นอร์แมน อี คลาก  ตีพิมพ์ผลการศึกษาเกี่ยวกับประสิทธิภาพของ EDTA  ในการรักษาโรคหลอดเลือดแข็งเป็นครั้งแรกใน American Journal of Medical Science
    • ปี 1960  คลาก และ โมเช่อ  รายงานใน American Journal of Cardiology  ว่าการใช้ EDTA Chelation  ในผู้ป่วยหลอดเลือดแข็ง จำนวน 283 คน  ภายในระยะเวลา 4 ปี  พบว่าผู้ป่วย 87%  รักษาได้ผล
    • ปี 1979  บรูช ฮาลเสต็ด  ตีพิมพ์ตำราเล่มแรกของการใช้ EDTA  ในชื่อ The Scientific Basis of EDTA Chelation Therapy  ปัจจุบันตีพิมพ์เป็นครั้งที่ 3  แล้ว
    • ปี 1989  Cranton  ได้จัดทำมาตรฐานในการทำ EDTA Chelation ให้มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการรักษา  Dr.Cranton  นับเป็นบุคคลสำคัญมากในวงการ Chelation ท่านจบจาก Harvard Medical School  เป็นกรรมการแพทยสภาของรัฐ  เรียกได้ว่าเป็นแพทย์ผู้ใหญ่ที่น่าเชื่อถือในวงการแพทย์  มีศัลยแพทย์หัวใจในโรงเรียนแพทย์หลายคนที่สนใจ  Chelation  เพราะ Dr.Cranton นี้เอง  อย่างเช่น Dr.Ralph ที่ JFK Medical School  มีญาติป่วยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจชนิดที่ผ่าตัดไม่ได้  ก็ต้องนอนรอความตายไปไหนไม่ได้ ปรากฏhว่าได้ไปทำ Chelation แล้วก็มีคุณภาพชีวิตที่ดี อยู่ต่อมาได้อีกหลายปี จึงเกิดความศรัทธาใน Chelation

    Dr.Cranton  จึงเป็นคนเขียนหนังสือชื่อ  Bypassing Bypass ในปี 1984  ซึ่งจนถึงปัจจุบันพิมพ์ไปแล้ว 19 ครั้ง จำนวนพิมพ์ทั้งหมดมากกว่า 165,000  เล่มทั่วอเมริกา  ตอนนี้จำนวนคนไข้ที่ทำ Chelation ต่อปี เท่ากับคนไข้ที่ทำ Bypass แล้ว  และมีแนวโน้มว่าในอนาคตคนไข้ที่ทำ Chelation  จะมากกว่า

    • ปี 1991  รูดอฟ กับพวกศึกษาผู้ป่วยหลอดเลือดแดงที่คอตีบตัน 30 คน  โดยใช้คลื่นเสียง Doppler พบว่าหลังทำ Chelation ขนาดของ plaque  ลดลงถึง 20%  ซึ่งเพียงพอแล้วที่จะทำให้การไหลเวียนเลือดดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา เพราะโดยธรรมชาติของหลอดเลือดอุดตันเหมือนกับท่อน้ำที่เป็นสนิมข้างใน  น้ำก็ไหลเอื่อยๆ ถ้ามีอะไรมาแยงให้รูภายในกว้างกว่าเดิมเพียงแค่  5 – 10%  น้ำก็จะไหลเพิ่มขึ้นไปไหลเพิ่มขึ้นไปหลายเท่าทีเดียว  นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่คนไข้หลอดเลือดหัวใจอุดตันส่วนใหญ่ไม่มีอาการอะไรเลย จนกระทั่งอุดตันไปเกิน 80%  แล้วจึงจะมีอาการ

    ครั้งหนึ่งที่นักบินคนหนึ่งตายด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจ  วงการเวศศาสตร์การบินสงสัยมาก  เพราะนักบินคนนั้น ประวัติสุขภาพดีมาตลอด ก่อนตาย 2-3 วัน เพิ่งไปวิ่งสายพานตรวจหัวใจ  ก็ยังได้ผลระดับเยื่ยม  ซึ่งจากการผ่าศพพิสูจน์พบว่ามีการอุดตันที่หลอดเลือดหัวใจไปเกือบครึ่ง แล้วก็ตายเพราะ Vulnerable Plaque  หรือ พลัคชนิดนิ่ม ที่ฝังตัวตามผนังหลอดเลือดเกิดแตกและไปจุกตรงที่ตีบพอดี

    • ปี 1993  แฮนเก้ กับเพื่อนทำวิจัยพบว่าผู้ป่วยที่แพทย์นัดทำ Bypass หรือผ่าตัดเปลี่ยนหลอดเลือดหัวใจ สามารถยกเลิกการผ่าตัดได้ถึง 89%  (55 ใน 65 ราย)  เช่นเดียวกับผู้ป่วยที่แพทย์นัดทำ Amputation หรือ ตัดขา สามารถยกเลิกการผ่าตัดได้ถึง 89% อีกเหมือนกัน (24 ใน 27)
    • ปี 1996  ตำรามาตรฐานทางด้านยาโรคหัวใจ คือ Cardiovascular Drug Therapy ได้เพิ่มเนื้อหาบทหนึ่งว่าด้วย EDTA Chelation  ซึ่งเรียบเรียงโดย Martin Rubin ศาสตราจารย์ทางด้านเภสัชวิทยาจากมหาวิทยาลัยแพทย์ Georgetown อันนี้ก็แสดงให้เห็นถึงการยอมรับ EDTA  ในวงการแพทย์และเภสัชในระดับมาตรฐาน
    • ปี 1999  วารสารของวิทยาลัยแพทย์โรคหัวใจ รายงานสรุปจากการผ่าศพพิสูจน์ของผู้ป่วยจำนวนมากที่มีปัญหาโรคกล้ามเนื้อหัวใจ พบว่ากล้ามเนื้อหัวใจของคนเหล่านั้นมีโลหะหนักสะสมอยู่มากมาย เมื่อเทียบกับกล้ามเนื้อทั่วไป คือมีปรอท 22,000 เท่า  Antimony  12,000 เท่า  ทอง 11 เท่า  โครเมี่ยม 13 เท่า  โคบอลล์ 4 เท่า

    โดยสรุป การทำ Chelation มีประโยชน์ในการล้างพิษโลหะหนัก ซึ่งมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคหลอดเลือดอุดตัน และโรคเกี่ยวกับความเสื่อมต่างๆ

    ที่มา  :  นิตยสาร Health Channel  ;  นพ.วิทย์  สมบัติวรพัฒน์

    Leave a reply →
  • Posted by Arthur Moore on 2015/02/16, 11:12 AM

    English Please

    Reply →

Leave a reply

Cancel reply

Photostream